ข่าวดี นักวิจัยทำสำเร็จ วัคซีนcv-19และไข้หวัดใหญ่ ในโดสเดียว

254

กลุ่มนักวิจัยของสำนักงานพัฒนาวิทย าศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ตั้งข้อสันนิษฐานว่า ไ ว รั สโควิด-19 จะอยู่กับสังคมเราไปเรื่อย ซึ่งอาจทำให้เราต้องฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันในทุก ปี เหมือนกันกับไข้หวัดใหญ่ จึงเป็นที่มาของการวิจัยและพัฒนาวัคซีนของ

ประเทศไทย นำโดยศูนย์พันธุวิศวก รรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ(ไบโอเทค) สวทช. ที่เป็นหัวหอกในการพัฒนาด้านนี้ มองว่า “วัคซีน

~

~

นั้นช่วยกันต า ยแต่ไม่กันติด” เพราะไ ว รั ส COVID-19 เข้าสู่ร่ า งกายผ่านระบบทางเดินหายใจ และวัคซีนที่ฉีดทางกล้ามเนื้อ จะไปกระตุ้นภูมิ

ต้านทานหรือแอนติบอดี ชนิด ที-เซลล์ (T-cell) ในกระแสเ ลื อ ดหรืออวัยวะต่าง และไม่ได้สร้างแอนติบอดีไปถึงบริเวณจมูกหรือทางเดินหายใจมากเพียงพอที่จะป้องกันไ ว รั สเข้าสู่ร่ า งกายได้

~

~

นั่นจึงเป็นที่มาของ นวัตกssมวัคซีนชนิดฉีดพ่นจมูก ของทีม สวทช.จึงเกิ ดขึ้น และได้พัฒนาวัคซีนขึ้นมาถึง 2 ชนิดด้วยกัน

วัคซีนตัวแรก คือ Adenovirus ที่มีการแสดงออกของโปรตีนสไปค์ (Spike) วัคซีนชนิดนี้มีโครงสร้างคล้ายคลึงกับวัคซีนที่ประเทศไทยใช้อยู่

คือ Astrazeneca ที่เป็นวัคซีนชนิดใช้ไ ว รั สเป็นพาหะ (Recombinant viral vector vaccine) แต่ของสวทช. นี้จะออกแบบพัฒนาโดยให้เป็น

~

ชนิดพ่นเข้าจมูกผ่านละอองฝอย ซึ่งวัคซีนนี้ได้ทุนวิจัยจากสถาบันวัคซีนแห่งชาติ โดยผลทดสอบหลังนำเชื้อโควิด-19 ฉีดในหนูทดลอง ที่ได้รับการพ่นวัคซีนแล้ว 2 เข็ม พบว่าหนูทดลองไม่มีอาการป่ ว ย เซื่องซึม หรือต า ย ทั้งยังกินอาหารได้ปกติ และน้ำหนักไม่ลด

เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ฉีดวัคซีนเข้ากล้ามเนื้อ พบว่าหนูไม่มีอาการป่ ว ย หรือต า ยเช่นกัน แต่มีน้ำหนักตัวลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ ขณะนี้

~

~

ทีมวิจัยอยู่ระหว่างดูข้อมูลปริมาณไ ว รั สที่อยู่ในปอดว่ามีมากน้อยเพียงใด เพื่อนำข้อมูลไปเสนอ อย.ขอนุมัติการทดสอบในมนุษย์เฟส 1 และเฟส 2 ต่อไป

หาก อย. อนุมัติได้เร็ว คาดว่าจะสามารถ เริ่มทดสอบในมนุษย์เฟสแรกปลายปีนี้ และต่อเนื่องเฟส 2 มีนาคมปีหน้า หากได้ผลดีจะผลิตใช้ได้ประมาณกลางปี 2565 ได้

ปัจจุบัน สวทช.ได้ประสานราชวิทย าลัยจุฬาภรณ์เพื่อร่วมมือจัดสรรทำการทดสอบในมนุษย์ พร้อมประสานบริษัทเอกชนอย่างบริษัท KinGen

BioTech ที่มีกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน เพื่อนำวัคซีนไปใช้ทดสอบได้จริง คาดว่าจะมีข่าวดีภายในปีหน้า ส่วนผลงานวิจัยนี้กำลังเร่งรวบรวมส่งเข้าตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ

~

วัคซีนตัวที่ 2 คือ Influenza-Virus based ที่มีการแสดงออกของโปรตีน RBD ของสไปค์ (Spike) โดย ตั ดแต่งไ ว รั สไข้หวัดใหญ่ให้เชื้ออ่อน

ลง แล้วเพิ่มสารพันธุก รรม RBD ซึ่งเป็นส่วนที่จะสร้างภูมิคุ้มกันต่อไ ว รั สก่อโ ร คโควิด-19 เข้าไป ดั งนั้u ภูมิคุ้มกันในร่ า งกายจะสร้างขึ้นมา 2 แบบ คือ รู้จักกับ โควิด-19 และไข้หวัดใหญ่ เรียกได้ว่าเป็นวัคซีนแบบ 2 in 1 เพื่อฉีดให้ร่ า งกายสร้างภูมิคุ้มกันทั้ง 2 โ ร ค ในเวลาเดียวกัน

หลังทดสอบในหนูทดลอง พบว่า เมื่อนำเ ลื อ ดของหนูทดลองมาดู ในปอดมีแอนติบอดีสูง ป้องกันการติดเชื้อในปอดได้ดี

ล่าสุด ทีมนักไ ว รั สวิทย า และเซลล์เทคโนโลยี ของ สวทช. เปิดเผยว่า วัคซีนต้นแบบชนิด 2 in 1 สามารถสร้างภูมิคุ้มกันโ ร คโควิด-19 และ

~

~

ไข้หวัดใหญ่ได้ โดยผลการวิจัยเ รื่ อ งระดับภูมิคุ้มกันในหนูทดลองได้รับการตีพิมพ์ลงวารสารทางวิชาการแล้ว ขณะนี้กำลังต่อคิวทดสอบประสิทธิภาพการควบคุมโ ร คโควิด-19 โดยร่วมมือกับ ทีมองค์การเภสัชก รรม และ มีแผนจะผลิตออกมาทดสอบเป็นตัวถัดมา

ในส่วนของการสร้างภูมิคุ้มกันโควิด-19 กับวัคซีนตัวนี้ พัฒนาขึ้นจากสายพันธุ์ดั้งเดิมหรือสายพันธุ์อู่ฮั่นจึงมีผลยับยั้งได้ดี ในเชื้อสายพันธุ์

ดังกล่าว และจะมีประสิทธิภาพลดลงไปตามสายพันธุ์กลายพันธุ์อื่น สอดคล้องกับงานวิจัยที่มีการเผยแพร่ต่าง มาก่อนหน้านี้ โดย สวทช. ระบุว่า ได้พย าย ามพัฒนา ตั ดต่อเชื้อไ ว รั สโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้าที่ระบาดอย่างรุ นแร งไปทั่วโลกในขณะนี้ อย่างไรก็ดี วัคซีนชนิด 2 in 1 นี้

สามารถทำการพัฒนาปรับเปลี่ยนไปตามสายพันธุ์ต่าง ได้

~

การพัฒนาวัคซีนทั้ง 2 ชนิดดังกล่าว นับว่าเป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะจะถือเป็นตัวตั้งต้นในการต่อยอดงานวิจัยวัคซีนโควิด-19 ของไทยในอนาคตได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเราอาจจะจำเป็นต้องมีวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ฉีดเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันอย่างที่เคยมีมาในทุกปี ที่มันสามารถ

สร้างภูมิคุ้มกันการติดเชื้อโควิด-19 เสริมลงไปได้อีกด้วย อีกทั้ง วัคซีนแบบ 2 in 1 นี้จะช่วยให้ลดขั้นตอนและประหยัดเวลาในการฉีดวัคซีน

มากขึ้น เนื่องจาก วัคซีนเป็นชนิดฉีดโดสเดียวจบ ไม่ต้องกังวลเ รื่ อ งระยะการฉีดระหว่างโดส แต่อาจจะต้องมีการฉีดวัคซีนตัวดังกล่าว เพื่อให้

ร่ า งกายกระตุ้นภูมิคุ้มกันเรื่อย ในทุกปี โดยจะทำเป็นวัคซีนที่พ่นละอองฝอยในโพรงจมูกไปสร้างแอนติบอดีในระบบทางเดินหายใจส่วนบน สร้างภูมิคุ้มกันได้เร็วและดีกว่าวัคซีนแบบฉีดเข้ากล้ามเนื้อ และยังช่วยลดความ เ สี่ ย ง ของการเกิ ดผลข้างเคียงจากภาวะลิ่มเ ลื อ ดอุดตันอีกด้วย

~

วัคซีนแบบพ่นจมูกแตกต่างจากฉีดเข้ากล้ามเนื้ออย่างไร?

การพัฒนาวัคซีนหรือย า แบบพ่นเข้าจมูกไม่ใช่เ รื่ อ งใหม่ ยกตัวอย่างวัคซีนไข้หวัดใหญ่ก็มีการใข้งานรูปแบ บนี้ แต่ไม่แพร่หลายมากนัก การ

พ่นวัคซีนเข้าจมูก มีข้อดีคือ การให้วัคซีนทางจมูกสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่ชั้นเมือก (mucosal immunity) ในทางเดินหายใจได้ ซึ่งที่ทางเดินหายใจตั้งแต่จมูกจนถึงปอดมีเซลล์ภูมิคุ้มกัน (immune cells) มากมาย การให้วัคซีนทางจมูกและสูดเข้าทางเดินหายใจ คาดกันว่าน่าจะ

กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันได้ดีทั้งการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันด้วยสารน้ำหรือแอนติบอดี (humoral immunity หรือ antibody-mediated immunity) และการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันชนิดพึ่งเซลล์ (cellular immunity หรือ cell-mediated immunity) ซึ่งอาศัยเซลล์เม็ดเ ลื อ ด

~

~

ขาวชนิดที-ลิมไฟไซต์ (T lymphocyte หรือ T cell), แมคโครฟาจ (macrophage) และสารไซโตไคน์ (cytokines) ชนิดต่าง จึงต่างจาก

การฉีดเข้ากล้ามเนื้อซึ่งจะกระตุ้นการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันด้วยสารน้ำหรือแอนติบอดีเกือบทั้งสิ้น

ด้วยเหตุนี้ จึงสันนิษฐานว่า วัคซีนโควิด 19 ชนิดให้ทางจมูกจึงน่าจะช่วยป้องกันการแพร่กระจายของไ ว รั สได้ดีกว่าการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ

แต่ก็มีข้อเสียอยู่เล็กน้อย คือ ด้วยเป็นวิธีการที่ค่อนข้างใหม่ วิธีการผลิตจึงใหม่ตามไปด้วย การผลิตออกมาเป็นจำนวนมากจึงต้องใช้เวลาพอ
สมควร ทำให้ในปัจจุบันการผลิตชนิดฉีดวัคซีนเข้ากล้าม ได้ถูกนำมาใช้ก่อน เพราะว่าผลิตได้ง่ายกว่า และเป็นที่รู้จักและยอมรับของหลาย

องค์กร ทำให้มีความมั่นใจต่อประสิทธิภาพ ส่วนการพ่นเข้าจมูก เป็นวิธีที่ค่อนข้างใหม่เมื่อเทียบกับวัคซีนรูปแบบอื่น แต่จากผลทดสอบก็เห็น

~

~

ความแตกต่างไม่มาก โดย สวทช. ระบุว่า ในหนูทดลองจะเห็นว่า หนูที่ได้รับวัคซีนเข้าจมูก สามารถป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ได้ดี ซึ่ง

ส่วนนี้อาจจะเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์มาก ในการนำมาปรับใช้กับ โควิด-19 สายพันธุ์เดลตา ที่แพร่ในอากาศได้เร็วกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิม กล่าว

ได้อย่างง่าย ว่า จะพัฒนาวัคซีนเพื่อต่อสู้กับเชื้อไ ว รั สด้วยวิธีการแบบเดียวกัน ในเมื่อเชื้อไ ว รั สแพร่กระจายเข้าไปยังจมูกลงถึงปอด วัคซีนก็

ควรจะพัฒนาไปในทิศทางแบบเดียวกันเสียเลยซึ่งในตอนนี้ มีหลายประเทศเริ่มพัฒนาวัคซซีนโควิด-19 แบบฉีดพ่นเข้าจมูกและเริ่มทดลองในมนุษย์แล้ว ได้แก่ สหรัฐฯ จีน อินเดีย ฟินแลนด์ เป็นต้น

ดั งนั้u นวัตกssมนี้อาจนำมาใช้แทนการฉีดวัคซีนเข้ากล้ามได้ในอนาคตก็เป็นไปได้ และก็เป็นอีกหนึ่งความหวังที่จะนำวัคซีนไทยที่กำลังพัฒนาอยู่มากมายในขณะนี้ ออกไปช่วยโลกด้วยเช่นกัน

~

อัพเดทแพลตฟอร์มวัคซีนไทยพัฒนา: ขณะนี้มีอยู่ 6 แพลตฟอร์มที่จะเป็นที่รู้จัก ได้แก่

1. วัคซีน NDV-HXP-S ชนิดเชื้อต า ย พัฒนาโดย ม.มหิดล ร่วมกับองค์การเภสัชกssม และสถาบัน PATH สหรัฐอเมริกา

2. วัคซีน ChulaCov19 ชนิด mRNA พัฒนาโดยความร่วมมือระหว่างคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ฯ กับมหาวิทย าลัยเพนซิลเวเนีย

3. วัคซีน Covigen ชนิด DNA พัฒนาโดยบริษัทไบโอเนท-เอเชีย จำกัด (BioNet-Asia)

4. วัคซีน Baiya SARS – CoV -2 Vax1 ชนิดโปรตีนซับยูนิตจากใบพืชตระกูลย าสูบ พัฒนาโดย บริษัทใบย าโฟโตฟาร์ม

~

5. วัคซีน ชนิด Adenovirus Viral Vector แบบฉีดพ่นเข้าจมูก พัฒนาโดย สวทช. (ยังไม่ทราบชื่อเป็นทางการ)

6. วัคซีน ชนิด Influenza-Virus based แบบฉีดพ่นเข้าจมูก พัฒนาโดย สวทช. (ยังไม่ทราบชื่อเป็นทางการ)

เรียบเรียง aomhugdaily

You might also like